หางาน สมัครงาน งานราชการ งานเอกชน หางานด่วน สมัครงานด่วน ประกาศงานด่วน ประกาศงานฟรี กับเราที่นี่ สายด่วนคนหางาน

เข้าสู่ระบบ


บริการเสริมพิเศษ !!!















ไอศกรีมพรีเมียมแข่งเดือด “สเวนเซ่นส์” ยกเครื่องใหญ่รักษาแชมป์

 คาดว่าปี 54 ตลาดไอศกรีมพรีเมียมจะมีอัตราการขยายตัว 20% เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับขั้นตอนการผลิต การเลือกใช้วัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติและมีคุณภาพมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพรวมของตลาดไอศกรีมปี 54 นี้ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่กว่า 15,000 ล้านบาท เป็นตลาดไอศกรีมพรีเมียม 5,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตลาดที่แข่งดุ ขยายตัว 20% เพราะขณะนี้ทุกค่ายทั้งฮาเก้นดาส, สเวนเซ่นส์, บาสกิ้น ร้อบบินส์, เอสแอนด์พี, ไอเบอร์รี่ และรายเล็กๆที่เปิดเป็นคีออดขายในห้างสรรพสินค้า ต่างเน้นจุดขายไอศกรีมเพื่อสุขภาพ ผลไม้แท้ แคลอรีต่ำ หรือ 0%

ตลาดนี้แข่งเดือดทุกฤดูกาล ไม่มีไฮซีซั่น โลว์ซีซั่น จะเห็นได้ว่ามีแบรนด์ใหม่ๆเกิดขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อแฟรนไชส์จากแบรนด์ดังในต่างประเทศ หรือการผลิตไอศกรีมภายใต้แบรนด์ของตนเอง อย่างไอศกรีมโฮมเมด (Homemade Ice-cream) อาจเป็นเพราะว่าสภาพอากาศร้อนของประเทศ ไทย และอัตราการบริโภคไอศกรีมของคนไทยยังอยู่ในระดับต่ำมาก โดยเฉลี่ยมีการบริโภคเพียงแค่ 1.7 ลิตรต่อคนต่อปีเท่านั้น ขณะที่ประเทศอื่นๆ อย่างมาเลเซีย มีการบริโภค 2.1-2.2 ลิตรต่อคนต่อปี ญี่ปุ่นมีการบริโภค 3.3-3.5 ลิตรต่อคนต่อปี ประเทศในยุโรปบริโภค 4-5 ลิตรต่อคนต่อปี

ประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคคนไทยที่หันมาเลือกรับประทานไอศกรีมที่ทำมาจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพและมีผลดีต่อสุขภาพมากขึ้น ทำให้มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาในตลาดไอศกรีมพรีเมียมต่อเนื่อง โดยเฉพาะการชูจุดขายที่มีวัตถุดิบหลักจากธรรมชาติ และวางตำแหน่งสินค้าให้เป็น “พรีเมียม” ทำให้ผู้ประกอบการหลักในตลาดต้องปรับตัว ปรับกลยุทธ์กันยกใหญ่ เพื่อป้องกันการสูญเสียส่วนแบ่งตลาด รวมถึงรักษาฐานลูกค้าของตนเองไว้ เพราะไอศกรีมถือเป็นของหวานที่มีความเป็นสากล ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทุกระดับ ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่

นางปัทมาวลัย รัตนพล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ เดอะไมเนอร์ฟู้ดกรุ๊ป กล่าวว่า ตลาดไอศกรีมในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 3 ตลาด คือ ตลาดไอศกรีมระดับพรีเมียม ระดับสแตนดาร์ด และระดับแมส แต่ตลาดที่ขยายตัวสูงสุดในปีที่ผ่านมา และได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากสุดคือ ตลาดพรีเมียม

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าปี 54 ตลาดไอศกรีมพรีเมียมจะมีอัตราการขยายตัว 20% เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับขั้นตอนการผลิต การเลือกใช้วัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติและมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามกระแสการรักสุขภาพของผู้บริโภค

“แผนการทำตลาดครึ่งปีหลังของบริษัท ในฐานะที่ทำตลาดมาครบ 25 ปีในประเทศไทย จนขณะนี้ “สเวนเซ่นส์” เป็นแบรนด์ไอศกรีมพรีเมียมที่อยู่ในใจของผู้บริโภคมาโดยตลอด ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต มีส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งมากกว่า 60% ของตลาดไอศกรีมพรีเมียม 5,000 ล้านบาท จะรุกทำตลาดเต็มสูบ โดยจะไม่หยุดพัฒนาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้ ไอศกรีมซันเด ที่ถือเป็นตัวเคลื่อนธุรกิจหรือคอลบิซิเนส ของแบรนด์ “สเวนเซ่นส์” มียอดขายเติบโตต่อเนื่อง และยอดรายได้รวมของกลุ่มธุรกิจไอศกรีมสเวนเซ่นส์ ที่คิดเป็นสัดส่วน 25% ของกลุ่มไมเนอร์ฟู้ด เติบโตกว่า 15% หรือทะลุ 3,000 ล้านบาทในสิ้นปี 54”

ในส่วนของไอศกรีมเพื่อสุขภาพ บริษัทไม่ได้เน้นทำตลาดมากนัก จะมีก็แต่ไอศกรีมเชอร์เบ็ต เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าเท่านั้น แต่จะเน้นทำตลาดไอศกรีมซันเด ที่มีกว่า 100 เมนู, ไอศกรีมเค้ก 9 หน้า และไอศกรีมเทคโฮมมากกว่า เพราะเชื่อว่าคนที่รักสุขภาพจะไม่บริโภคไอศกรีม ประกอบกับนโยบายของบริษัทต้องการกระตุ้นให้คนไทยบริโภคไอศกรีมซันเดเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 1 ครั้ง และให้นึกถึงเค้กไอศกรีมของสเวนเซ่นส์ทุกครั้งที่มีเทศกาล โอกาสพิเศษ และวันสำคัญๆต่างๆ เช่น ปีใหม่ วันเกิด วันครบรอบแต่งงาน เป็นต้น จากเดิมที่นึกถึงเค้กเอสแอนด์พี

นอกจากนี้ ยังมีแผนยกเครื่องร้านไอศกรีมสเวนเซ่นส์ ที่ปัจจุบันมีสาขาเปิดให้บริการกระจายอยู่ทั่วประเทศ 233 สาขา และคาดว่าสิ้นปี 54 จะเปิดครบ 245 สาขา ซึ่งเป็นผลจากบริษัทมีเป้าหมายเปิดสาขาใหม่ต่อเนื่องปีละไม่ต่ำกว่า 10-15 สาขา ทั้งลงทุนเองและขยายสาขาในรูปแบบของแฟรนไชส์ มีฐานลูกค้าประมาณ 33 ล้านคน และเพิ่มขึ้น 10-15% ต่อเนื่องทุกปี เป็นรูปแบบใหม่หมด โดยเปลี่ยนทั้งรูปแบบร้านและสินค้าตามกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในแต่ละพื้นที่ แต่ยังคงความเป็นสเวนเซ่นส์อยู่ 30% เช่น สาขาสยามพารากอน จะเป็นไอศกรีมแกลเลอรี่ สไตล์อาร์ตนูโว คอนเซปต์ La Rose De Paragon ที่ตกแต่งด้วยศิลปะสไตล์อาร์ตนูโว ศิลปะยุคเดียวกับช่วงกำเนิดของสเวนเซ่นส์ในปี ค.ศ.1948 ที่สะท้อนผ่านลวดลายทิฟฟานี แลมป์ และดอกกุหลาบสีแดง ไอคอนที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของสเวนเซ่นส์ เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง.

ขอบคุณ : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ


 

ข่าวเศรษฐกิจ ทั้งหมด