
กฟผ.ชี้อนาคตประเทศไทยมีสิทธิ์ไฟฟ้าขาด ทุบเศรษฐกิจ การลงทุนฟุบ จี้รัฐบาลต้องรีบตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มก่อนสายเกินไป ยกโรงไฟฟ้าถ่านหินเหมาะสมสุดในเวลานี้ ขณะที่พลังงานลม แสงอาทิตย์ ลงทุนสูงแต่ได้ไฟฟ้าน้อย แถมอุปสรรคเพียบ ไม่เหมาะกับภูมิอากาศของไทย
นายธวัช วัจนะพรสิทธิ์ รองผู้ว่าการกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวระหว่างพาคณะสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าถ่านหิน พลังงานลม และแสงอาทิตย์ ที่ประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศส ว่า ปัจจุบันประเทศทั่วโลกส่วนใหญ่จะใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า คิดเป็น 40.8% รองลงมาคือก๊าซ 21.3%, พลังงานจากน้ำ 16.2%, นิวเคลียร์ 13.4%, น้ำมัน 5.5% และอื่นๆ เช่น พลังงานจากลม แสงอาทิตย์ อีก 2.8% ซึ่งประเทศใหญ่อย่างเช่นเยอรมนีจะใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าในสัดส่วน 46%, เดนมาร์ก 48%, สหรัฐอเมริกา 49%, จีน 79%, เกาหลี 43% และญี่ปุ่น 27%
สำหรับประเทศไทยใช้ถ่านหินในการผลิตกระแสไฟฟ้า 20% ขณะที่ใช้ก๊าซถึง 72% พลังงานลม 5% และอื่นๆ เช่น ชีวมวล ขยะ อีก 3% ซึ่งเมื่อดูโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยแล้วถือว่ามีความเสี่ยง เนื่องจากการพึ่งใช้ก๊าซมากถึง 72% โดยคาดว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า ก๊าซในอ่าวไทยจะหมดลง หากยังต้องพึ่งก๊าซในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูงอยู่เช่นนี้จะทำให้ประเทศมีปัญหาได้ ทางที่ดีควรจะเก็บก๊าซเอาไว้ใช้กับภาคขนส่งจะมีใช้ไปอีก 50 ปี แต่ของไทยกลับนำก๊าซมาเผาเพื่อผลิตไฟฟ้า เป็นการนำของดีมีค่ามาใช้อย่างไม่คุ้มค่า แทนที่จะเก็บไว้เป็นสมบัติของชาติไว้ใช้ยามขาดแคลน
“แหล่งพลังงานที่เหมาะสมที่สุดในการผลิตไฟฟ้าของไทยในขณะนี้ควรจะมาจากถ่านหิน ซึ่งมีราคาต่ำสุด สามารถนำเข้าจากอินโดนีเซียและออสเตรเลียได้ โดยถ่านหินทั่วโลกยังมีให้ใช้ไปได้อีก 100-200 ปี”
อย่างไรก็ตาม อาจจะมีปัญหาไฟฟ้าขาดในอีก 4-5 ปีข้างหน้า หากไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นให้พอเพียงกับความต้องการใช้ โดยประเทศไทยต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มปีละประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ ตามภาวะเศรษฐกิจที่คาด-การณ์ว่าตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2555-2559 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีจะขยายตัวเฉลี่ยปีละ 4-5% ซึ่งการใช้ไฟจะเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนใกล้เคียงกับการขยายตัวของจีดีพี โดยปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุดที่ 31,446.72 เมกะวัตต์ ซึ่งในปีนี้มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือพีค เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ 23,900 เมกะวัตต์
“การสร้างโรงไฟฟ้าแต่ละแห่งต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินต้องใช้เวลาถึง 6 ปี โรงไฟฟ้าใช้ก๊าซใช้เวลา 5 ปี หากเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องใช้เวลา 12 ปี ดังนั้น ไม่ใช่ว่าไฟฟ้าขาดวันนี้ พรุ่งนี้จะผลิตเพิ่มได้ทันที จะต้องมีแผนที่ชัดเจนเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต และรัฐบาลจะต้องกล้าตัดสินใจ ที่สำคัญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะต้องออกมาให้ทิศทางกับรัฐบาล และช่วยผลักดันขับเคลื่อนแผนโครงสร้างพลังงานของชาติ ความต้องการใช้ไฟฟ้า การสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งหากไฟฟ้าไม่พอใช้จะกระทบต่อการตัดสินใจของนักลงทุนในการขยายการลงทุน หรือตัดสินใจลงทุนใหม่ การสร้างงานสร้างอาชีพก็จะลดลงไปด้วย”
อย่างไรก็ตาม หากจะหวังพึ่งการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาวและพม่า หากสัดส่วนเพิ่มมากเกินไปก็จะมีความอ่อนไหวด้านความมั่นคง เพราะเมื่อมีเหตุกระทบด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกัน และประเทศเพื่อนบ้านตัดการส่งไฟฟ้าให้ประเทศไทยก็จะมีปัญหา ขณะเดียวกัน ในประเทศพม่าเองกำลังสร้างท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย บนเนื้อที่ 200,000 ไร่ ซึ่งจะต้องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมาก คงไม่อยากขายไฟฟ้าให้ไทย รวมทั้งก๊าซด้วย
ด้านนายรัตนชัย นามวงศ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการวิศวกรรมโรงไฟฟ้า กฟผ. กล่าวว่า หลังจากที่ได้ดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ Sprembreg ประเทศเยอรมนี พบว่าขณะนี้เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินพัฒนาไปมาก แตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิงที่จะเห็นภาพฝุ่นคลุ้ง ควันสีเหลืองจากซัลเฟอร์ไดออกไซด์ พ่นออกมาจากปล่อง แต่ขณะนี้ไม่มีภาพเหล่านั้นให้เห็น ขนาดเดินในโรงไฟฟ้ายังไม่ได้กลิ่นซัลเฟอร์และฝุ่นให้เห็น กลายเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด ควันที่เห็นพุ่งออกมาจากปล่องระบายความร้อนคือไอน้ำ ทั้งปริมาณฝุ่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนที่จะทำให้เกิดกรดไนตริก และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ล้วนต่ำกว่ามาตรฐานสากลที่กำหนด ปัญหาเรื่องมลพิษจึงไม่ก่อให้เกิดปัญหากับชาวบ้านและชุมชนใกล้เคียงที่อาศัยอยู่รอบๆโรงไฟฟ้า
สำหรับการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 1 โรง ต่อกำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์ จะใช้เงินลงทุนประมาณ 30,000 ล้านบาท ส่วนการผลิตไฟฟ้าด้วยกังหันลมนั้น ลงทุนเฉพาะค่าอุปกรณ์เพียงอย่างเดียวประมาณ 1 ล้านยูโร หรือ 43 ล้านบาท ต่อ 1 เมกะวัตต์ กังหันลม 1 ตัว ผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 2.3 เมกะวัตต์ ต้องใช้เงินลงทุนต่อตัวประมาณ 100 ล้านบาท และปัญหาสำคัญคือประเทศไทยมีแรงลมเฉลี่ย 3-6 เมตรต่อวินาที ขณะที่ประเทศเยอรมนีมีแรงลมเฉลี่ย 7.5-8.5 เมตรต่อวินาที เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตรความแตกต่างของอากาศจึงมีไม่มาก ทำให้ลมไม่แรง
ขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์นั้น สิ่งสำคัญคือความเข้มของแสง ถ้าความเข้มแสงน้อยก็ได้ไฟฟ้าน้อย หากฝนตก หรือมีเมฆบังก็ผลิตไฟฟ้าไม่ได้ ในประเทศไทยเฉลี่ยจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง สำหรับการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ต้นทุนต่อ 1 เมกะวัตต์ อยู่ที่ประมาณ 120 ล้านบาท และที่สำคัญต้องสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานอย่างอื่นมาคอยสำรองไว้ใช้ด้วยในช่วงเวลาที่พลังงานลมและแสงอาทิตย์หยุดทำงาน เท่ากับเป็นการลงทุนซ้ำซ้อนเพิ่มขึ้นมาอีก.
ขอบคุณ : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
งานราชการ : กรมการพัฒนาชุมชนรับสมัครเจ้าพนักงานธุรการปฏิบ้ติงาน ประกาศรับสมัคร : ข้าราชการ โดยวิธี : สอบแข่งขัน ชื่อตำแหน่ง : เจ้าพนักงานธุรการปฏิบ้ติงาน อัตราเงินเดือน... More
รับสมัครผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ด้วยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มีความประสงค์จะรับสมัครบุคคลเพื่อรับการคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล... More
งานราชการ : รับสมัครครูสอนคอมพิวเตอร์ โรงเรียนสรรพวิทยาคม อ.แม่สอด จ.ตาก รับสมัครครูสอนคอมพิวเตอร์ 1 ตำแหน่ง สอนระดับมัธยมศึกษา ม.3 ม.4 More
งานราชการ : รับสมัครอัตราจ้างสอนภาษาอังกฤษ 1 อัตรา ศูนย์เรียนรวมโรงเรียนขนาดเล็กในตำบลวังน้ำคู้ รับสมัครอัตราจ้างสอน ภาษาอังกฤษ More